เพื่อนถึงกับพูดไม่ออก! รูนี่ย์เผยสัญญาฉบับสุดท้ายกับผี มูลค่ามหาศาลก่อนลาทีม

rooney-final-man-utd-megadeal
rooney-final-man-utd-megadeal

เวย์น รูนี่ย์ ตำนานกองหน้าผู้ยิ่งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทอล์กอีกครั้ง หลังออกมาเปิดเผยตัวเลขของสัญญาฉบับสุดท้ายที่เซ็นกับ “ปีศาจแดง” ซึ่งถือเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตค้าแข้งของเขา และมากเสียจนเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง แกรี่ เนวิลล์, เจมี่ คาร์ราเกอร์, เอียน ไรท์ และ รอย คีน ถึงกับนั่งเงียบไปชั่วอึดใจ

ระหว่างการพูดคุยในรายการลูกหนังดังที่หยิบเรื่อง “สัญญาและค่าเหนื่อยยุคก่อน–ยุคนี้” มาพูดกันแบบโต๊ะกลม เนวิลล์ได้ถามรูนี่ย์ตรง ๆ ว่า สัญญาฉบับไหนคือดีลที่ใหญ่ที่สุดที่เขาเคยเซ็นกับแมนฯ ยูไนเต็ด คำตอบที่ได้รับทำเอาบรรดากูรูที่ร่วมรายการถึงขั้นออกอาการ “อึ้ง” กันเป็นแถว

รูนี่ย์เล่าย้อนถึงปี 2014 ช่วงโค้งสุดท้ายในเส้นทางกับแมนฯ ยูไนเต็ด ตอนนั้นเขาจับปากกาต่อสัญญาระยะเวลา 5 ปีครึ่ง พร้อมค่าเหนื่อยที่สื่ออังกฤษรายงานตรงกันว่าอยู่ที่ราวๆ 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ นี่ยังไม่นับรวมสิทธิ์ทางการค้า และเงื่อนไขในฐานะทูตสโมสรหลังแขวนสตั๊ด ที่รวมกันแล้วว่ากันว่าแตะมูลค่ารวมราว 17 ล้านปอนด์ ในดีลเดียว

ในยุคที่พรีเมียร์ลีกเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ และเม็ดเงินจากต่างประเทศ ตัวเลขค่าเหนื่อยของรูนี่ย์จึงสะท้อนให้เห็นอีกด้านหนึ่งของ “พลังเงิน” ในลีกสูงสุดอังกฤษได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าประเด็นเรื่องตัวเลขมหาศาลแบบนี้ ก็ไปโยงเข้ากับมุมของแฟนบอลยุคใหม่ที่มักจะเช็กทั้งสถิติ ฟอร์ม และตลาดราคาต่าง ๆ ก่อนดูเกมใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแฮนดิแคป ราคาต่อรอง หรือทิศทางการลงทุนในเกมสำคัญ ผ่านผู้ให้บริการด้านกีฬาและเดิมพันอย่าง ยูฟ่าเบท ที่กลายเป็นหนึ่งในช่องทางตามดูมุมมองของตลาดต่อทีมใหญ่และซูเปอร์สตาร์ระดับนี้

แม้ตัวเลขจะฟังดูเวอร์ แต่หากมองย้อนผลงานแล้วก็ถือว่าสมเหตุสมผล รูนี่ย์ยังคงเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยผลงาน 250 ประตู จาก 559 นัด ตลอด 13 ฤดูกาลในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พร้อมพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และยูโรปา ลีก อย่างละ 1–3 ถ้วยตามลำดับ เรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของความสำเร็จในยุคหลังเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างแท้จริง

ที่ทำให้ตอนสนทนาบนโต๊ะฮือฮาเป็นพิเศษ คือเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง แกรี่ เนวิลล์ ซึ่งเล่าว่า สัญญาที่ดีที่สุดของเขาตลอดกว่า 20 ปีในทีมชุดใหญ่ มีค่าเหนื่อยพื้นฐานเพียง 1.75 ล้านปอนด์ต่อปี ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 2.25 ล้านปอนด์ต่อปี เท่านั้น ตัวเลขต่างกันแบบคนละยุคคนละโลก เมื่อเทียบกับค่าตอบแทนของรูนี่ย์ในช่วงปลายอาชีพ

เนวิลล์ยังยอมรับว่า ตัวเอง “อาจได้รับค่าจ้างต่ำกว่าที่ควร” แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดาย เพราะไม่ใช่คนที่ยึดเรื่องเงินเป็นเป้าหมายหลัก เขาแค่ต้องการอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ดไปจนจบอาชีพมากกว่า พร้อมเล่าว่า เคยเลือกต่อสัญญา 7 ปี ด้วยค่าเหนื่อยที่ไม่สูงนัก แทนที่จะเอาสัญญาระยะสั้นแต่ได้เงินมากกว่า เพื่อแลกกับความมั่นคงในระยะยาว

เจมี่ คาร์ราเกอร์ ฝั่งลิเวอร์พูลก็แชร์ตัวเลขของตัวเองเช่นกัน โดยบอกว่าสัญญาที่ใหญ่ที่สุดที่เคยได้ มีมูลค่ารวมประมาณ 3 ล้านปอนด์ และส่วนใหญ่รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากโบนัสความสำเร็จ โดยเฉพาะหลังคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2005 ที่อิสตันบูล

ส่วน รอย คีน อดีตมิดฟิลด์จอมโหดของแมนฯ ยูไนเต็ดเผยว่า ช่วงพีกของตัวเองรับอยู่ที่ราว 5 ล้านปอนด์ ซึ่งมากกว่าเนวิลล์พอสมควร – เจ้าตัวยังไม่วายติดตลกว่าที่ต่างกันเพราะ “เขาเป็นนักเตะที่ดีกว่าอย่างชัดเจน” – แต่เมื่อเทียบกับค่าเหนื่อยยุคใหม่ที่ตัวเลขพุ่งสูงเป็นปกติ คีนก็ยังมองว่าตัวเลขในยุคของเขาดู “เล็กไปถนัดตา”

ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า ฟุตบอลระดับท็อปในอังกฤษวิ่งไปไกลมาก ทั้งในเชิงธุรกิจและค่าเหนื่อยของบรรดาสตาร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เว็บไซต์สายวิเคราะห์และข่าวลูกหนังเชิงลึกอย่าง koropan มักหยิบขึ้นมาพูดถึงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเทียบค่าเหนื่อยต่อประตู, ค่าเหนื่อยต่อแชมป์ที่คว้ามาได้ หรือการดูว่าดีลดัง ๆ ในอดีตเปลี่ยน landscape ทางการเงินของพรีเมียร์ลีกอย่างไร

ท้ายที่สุด การที่เวย์น รูนี่ย์กล้าเปิดตัวเลขดีลใหญ่สุดของตัวเองออกมาแบบไม่มีกั๊ก ไม่ได้มีแค่ความเผ็ดในเชิงตัวเลข แต่ยังทำให้แฟนบอลมองเห็นชัดขึ้นว่า ยุคสมัยของฟุตบอลเปลี่ยนไปอย่างไร รายได้ของนักเตะท็อปคลาสขยับจาก “หลักล้าน” ขึ้นมาเป็น “หลักหลายสิบล้าน” เพียงชั่วอายุของคนดูคนเดียว และทำให้เรายิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า เหตุใดดีลสัญญาฉบับสุดท้ายของรูนี่ย์กับแมนฯ ยูไนเต็ด จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของพัฒนาการด้านการเงินในโลกฟุตบอลยุคใหม่

เครดิตข่าวจาก : www.thsport.live